สถิติ
เปิดเมื่อ21/02/2013
อัพเดท30/11/2018
ผู้เข้าชม2433285
แสดงหน้า3185049
เมนู
สินค้า
ปฎิทิน
December 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
     

พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ วาระ ๒๔๐๔ เนื้อใหลทอง

22/11/2018 14:31 เมื่อ 22/11/2018 เข้าชม 326
 
พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ วาระ ๒๔๐๔ เนื้อใหลทอง
 
  • ราคาพิเศษ : 500.00 ฿
  • พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ วาระ ๒๔๐๔ (การสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ) 
    พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ วาระ ๒๔๐๔ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ 
    ' สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ '
    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการศึกษาเบื้องต้นในสำนักพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงได้การศึกษาภาษาเขมรจากหลวงราชาภิรมย์ ทรงได้การศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ภายหลังจากการผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า

    สมเด็จพระพุฒาจารย ์(โต) พรหมรังสี เป็นพระเครื่องทีมีอายุการสร้างน้อยที่สุดในบรรดาเบญจภาคีด้วยกัน พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างในสมัยรัชกาลที่4 ที่วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพฯ 'สมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่' จัดได้ว่าเป็นสุดยอดพระเครื่องตลอดกาล หรือ 'จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง' อีกทั้งเป็นสุดยอดความปรารถนา ที่จะได้ไว้ในครอบครองของบรรดาเหล่าผู้นิยมพระเครื่อง หรือนักสะสมของเก่าทั้งหลาย จัดได้ว่า เป็นของล้ำค่าชิ้นหนึ่งทีเดียว เหตุที่สร้างขึ้นมาก็เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนาตามเยี่ยงโบราณกาล นอกจากนี้ยังมี พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม ,พระสมเด็จวัดเกศไชโยวรวิหาร ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน

    ' พุทธคุณ เมตตามหานิยม แคล้วคลาดภัยภิบัติ คงกระพัน โชคลาภ'

    สมเด็จวัดระฆัง
    สมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ใหญ่ จัดได้ว่าเป็นสุดยอดพระเครื่องตลอดกาล อีกทั้งเป็นสุดยอดความปรารถนาที่จะได้ไว้ในครอบครองของบรรดาเหล่าผู้นิยมพระเครื่อง หรือนักสะสมของเก่าทั้งหลาย ปรารภได้ว่าเป็น 'จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง'เลยทีเดียว แถมเป็นองค์ประธานสำหรับ 'ชุดเบญจภาคี' อีกด้วย

    พระสมเด็จวัดระฆัง 
    ปัจจุบันการจัดพิมพ์ของพระสมเด็จโต โดยเฉพาะพิมพ์ใหญ่ จะจัดตามลักษณะสัดส่วนขององค์พระ ส่วนลำตัวและส่วนเศียร ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ (หรือมากกว่า 3 ระดับ) ตามลักษณะขนาดขององค์พระ ได้แก่ พิมพ์ A , B และ C แต่บางครั้งก็ระบุข้อแตกต่างได้ไม่ชัดเจนนัก ขึ้นอยู่กับสายตาของแต่ละคน เพราะขาดการกำหนดรายละเอียดการจัดแบ่งตามแม่พิมพ์ ที่มีอยู่มากมายหลายแม่พิมพ์ด้วยกัน

    การจัดแบ่งพิมพ์พระสมเด็จโต ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่ง ที่จัดพิมพ์โดยนิตยสาร ‘ เตโชทิพย์ ’ (ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่จัดพิมพ์ ประมาณ พ.ศ. 2510 – 2520) ได้กล่าวถึงข้อมูลที่นำมาประมวลแยกแยะพิมพ์พระสมเด็จ จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ใกล้ชิดของสมเด็จโต คือพระธรรมถาวร (ช่วง ธรรมโชติ) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆัง ตลอดจนการค้นคว้าจากหลักฐาน และลักษณะความสอดคล้องของการพิมพ์พระที่สร้างขึ้นมา ซึ่งในอดีตอาจจะเคยจัดพิมพ์เป็นหนังสือมาบ้างแล้ว ปัจจุบันหนังสือและข้อมูลเหล่านี้กลับไม่ค่อยมีการเปิดเผยให้นักนิยมพระเครื่องทั่ว ๆไป และผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติความเป็นมาของพระสมเด็จได้รับทราบ อีกทั้งมีการถ่ายทอดกันในวงแคบค่อนข้างจำกัด การจัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพิมพ์พระสมเด็จในระยะหลังนี้ ผู้เขียนมักจะเขียนตามประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งบางกรณีก็จะขาดความแม่นยำ มีทั้งการแต่งเติมข้อมูล หรือกำหนดวิธีการจำแนกพิมพ์ขึ้นเอง ให้รายละเอียดไม่เพียงพอ หรือไม่ครบถ้วน และทำให้ผู้อ่านสับสน เนื่องจากมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน หรือคลาดเคลื่อน มือใหม่หัดส่องทั้งหลาย จึงต้องเสียเวลาเรียนรู้ และบางครั้งต้องเสียทรัพย์จำนวนมาก เพื่อเช่าบูชาพระสมเด็จ ซึ่งภายหลังพบว่าไม่ใช่พระที่ถูกต้องตามแม่พิมพ์

    การจัดสร้างพระสมเด็จ มีประวัติความเป็นมาโดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2355 – 2358 เมื่อครั้งสมเด็จโตยังเป็นพระลูกวัด ขณะมีอายุได้ 25 – 28 ปี สมเด็จโตได้ศึกษาร่ำเรียนทั้งด้านปริยัติ ด้านวิปัสสนา และมนต์คาถากับอาจารย์หลายท่าน เมื่อภายหลังจากที่ท่านเดินทางกลับจากกำแพงเพชร และได้นำพระดินเผาจากกรุเมืองกำแพงเพชร ทั้งที่มีสภาพดี และที่ชำรุดแตกหักมาด้วย และนำพระที่ชำรุดนี้มาตำบดเป็นผง เพื่อเป็นมวลสารผสมในการสร้างพระสมเด็จในเวลาต่อมา ขณะที่สมเด็จโตออกธุดงค์ในปี พ.ศ. 2358 ท่านได้ศึกษาเวทย์มนต์คาถาอาคมกับอาจารย์คง เจ้าอาวาสวัดพิดเพียน อยุธยา อาจารย์แสง ลพบุรี เมื่อกลับจากธุดงค์แล้ว จึงสร้างพระสมเด็จชุดแรกขึ้น แต่ก็มีข้อสันนิษฐานว่าท่านเริ่มสร้างพระครั้งแรกที่วัดอินทร (บางขุนพรหมนอก) เป็นพิมพ์อกครุฑในปี พ.ศ. 2355 แม่พิมพ์ที่ใช้พิมพ์พระ ได้รับจากช่างต่อเรือที่อู่บางขุนพรหมนอกสร้างขึ้นถวาย และยังมีพระสมเด็จที่เทหล่อด้วยเนื้อตะกั่วถ้ำชาส่วนหนึ่งด้วย นอกเหนือจากนั้นญาติโยมยังจัดทำแม่พิมพ์ ฐาน 5, 6, 7 และ9 ชั้นมาถวาย ซึ่งต่อมานำไปสร้างเป็นพระสมเด็จเกศไชโย

    ช่างต่อเรือจัดทำแม่พิมพ์ถวาย ดังนี้
    พิมพ์อกครุฑ หน้าโหนก 18 พิมพ์
    พิมพ์ทรงเจดีย์ (เดิมเรียกพิมพ์พระประธาน) 2 พิมพ์
    พิมพ์ใหญ่ (เดิมเรียกพิมพ์ชายจีวร) ชายจีวรหนา 2 พิมพ์

    จากนั้นช่างสิบหมู่จัดทำแม่พิมพ์ถวายเพิ่มเติม เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วมีถึง 373 พิมพ์ (หรืออาจมากถึง 384 พิมพ์) ซึ่งประกอบด้วย
    พิมพ์อกครุฑ 8 พิมพ์
    พิมพ์ใหญ่ ชายจีวรหนา และชายจีวรเส้นลวด
    พิมพ์ฐานแซม
    พิมพ์เจดีย์
    พิมพ์เกศบัวตูม
    พิมพ์สังฆาฏิ
    พิมพ์ฐานคู่
    พิมพ์เส้นด้าย

    พระสมเด็จที่มีความงดงาม และเป็นที่นิยมมากที่สุด เป็นพิมพ์ที่แกะโดยหลวงวิจารเจียรนัย ซึ่งเป็นช่างทองวังหลวง จัดสร้างถวาย เริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2408 เริ่มแรกมี 2 พิมพ์ (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพิมพ์ใหญ่) และสร้างเพิ่มเติมอีก 4 พิมพ์ ได้แก่
    พิมพ์เจดีย์ 1 พิมพ์
    พิมพ์ใหญ่ ชายจีวรบาง ฐานแซม 1 พิมพ์ (มีผ้าทิพย์)
    พิมพ์ใหญ่ ชายจีวรเส้นลวด 1 พิมพ์
    พิมพ์ใหญ่ ชายจีวรหนา 1 พิมพ์

    ในปี พ.ศ. 2410 เมื่อสมเด็จโตทำบุญอายุครบ 80 ปี ได้ถวายแม่พิมพ์เพิ่มอีกคือ
    พิมพ์เส้นด้าย 1 พิมพ์
    พิมพ์เจดีย์ 1 พิมพ์
    พิมพ์ใหญ่ ชายจีวรบาง 1 พิมพ์

    รวมแล้วแม่พิมพ์พระสมเด็จที่หลวงวิจารเจียรนัยแกะถวายสมเด็จโต ที่บันทึกไว้มี 9 แม่พิมพ์ (พิมพ์ใหญ่ 6 พิมพ์ พิมพ์เจดีย์ 2 พิมพ์ และพิมพ์เส้นด้าย 1 พิมพ์) ไม่รวมพิมพ์ปรกโพธิ์ ที่แกะแม่พิมพ์ถวายในปี พ.ศ. 2412 (ใบโพธิ์เลื้อยข้างละ 9 ใบ) และนำไปพิมพ์พระบางขุนพรหมอีกด้วย อาจจะมีเอกสารอื่นที่สามารถระบุยืนยันพิมพ์พระสมเด็จ ที่หลวงวิจารเจียรนัยแกะถวายมากกว่านี้อีก

    วัสดุที่ใช้ในการสร้างพิมพ์
    ดินเผา ไม้จันทน์ หินอ่อน หินลับมีดโกน ปูนขาว โลหะ ฯลฯ ในปัจจุบันพิมพ์แม่แบบเหล่านี้หาดูไม่ได้แล้ว จากคำบอกเล่าของพระภิกษุวงศ์ สุธรรมโม (พระอาจารย์จิ้ม กันภัย) ว่า “ เมื่อท่านสิ้น พิมพ์พระสมเด็จส่วนหนึ่งจะอยู่ที่วัดระฆัง อีกส่วนก็กระจัดกระจายไปอยู่กับลูกศิษย์บ้าง ชาวบ้านในละแวกนั้นบ้าง ไม่ได้เก็บรักษาไว้ตามที่ควร ภายหลังทราบว่าวัดได้ทำลายพิมพ์เหล่านั้นจนสิ้น ด้วยเหตุแห่งมีการปลอมแปลงกันมาก ”

    หลักฐานพิมพ์ของพระสมเด็จวัดระฆัง
    พระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างขึ้น จึงมีพิมพ์ต่างๆมากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพิมพ์นิยม ที่นักสะสมพระเครื่องแสวงหากันในปัจจุบัน พิมพ์พระสมเด็จที่สร้างขึ้นที่วัดระฆังยังประกอบด้วย
    พิมพ์เกศไชโย
    พิมพ์อกครุฑ
    พิมพ์สังฆาฏิ
    พิมพ์ฐานคู่
    พิมพ์เส้นด้าย

    พระสมเด็จดังกล่าวนี้ มีหลักฐานปรากฏว่ามีการสร้างขึ้นมาก่อนและเก็บไว้จำนวนหนึ่ง หลังจากที่สมเด็จโตได้รับแม่พิมพ์พระที่ช่างและญาติโยมสร้างถวาย แต่ด้วยลักษณะของพระที่สร้างขึ้นมา มีความงดงามด้อยกว่าพิมพ์อื่นๆ จึงเก็บแม่พิมพ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงปรากฏว่า มีพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์วัดบางขุนพรหม และพิมพ์เกศไชโย ที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุกรุที่วัด แต่อยู่ที่กรุวังหน้า ได้ตกทอดกันมา ปรากฏเป็นหลักฐานให้เห็นในปัจจุบัน

    จนเมื่อสมเด็จโตจะสร้างพระบรรจุกรุที่วัดไชโย เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่โยมมารดา ท่านจึงนำแม่พิมพ์เก่าฐาน 5, 6, 7 และ 9 ชั้น ที่แกะโดยโยมซึ่งเป็นหลาน (นายเทศ) ที่เก็บไว้ มาใช้พิมพ์พระเป็นพระสมเด็จเกศไชโย ในปี พ.ศ. ๒๔๐๔

    ส่วนพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้เดิมจำนวนมาก ได้นำไปสมทบกับพระที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อบรรจุกรุเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองพระธาตุพนมจำลอง ที่วัดพระแก้ววังหน้า ในปีพ.ศ. ๒๔๐๑ (พระปิ่นเกล้า) และพระธาตุพนมองค์จริงที่บูรณะเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ ซึ่งตรงกับวาระเฉลิมฉลองในโอกาสที่ ร.๕ (ยังทรงพระเยาว์) ทรงบรรพชาเป็นสามเณร (พระปิ่นเกล้าสวรรคตในปีเดียวกันนี้)

    เมื่อ ร.๔ ทรงสวรรคต และ ร.๕ ขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ จึงมีการสร้างพระอีกวาระหนึ่ง โดยนำแม่พิมพ์ทั้งแม่พิมพ์เดิมและแม่พิมพ์ใหม่บางแม่พิมพ์ ทั้งพิมพ์ใหญ่ (ชายจีวร) พิมพ์เจดีย์ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์เส้นด้าย และพิมพ์ปรกโพธิ์ มาพิมพ์พระสมเด็จ สมทบกับแม่พิมพ์ใหม่อีกส่วนหนึ่ง เพื่อบรรจุกรุวังหลวงและวังหน้า ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ (ได้แต่งตั้งวังหน้าองค์ใหม่พร้อมกันด้วย) ต่อเนื่องจนถึงปีถัดไป (พ.ศ. ๒๔๑๒) อีกจำนวนหนึ่ง พระสมเด็จที่พิมพ์ใหม่เพื่อบรรจุกรุวังหลวงและวังหน้าส่วนหนึ่ง จะทาเคลือบด้วยรักแดง รักดำ และปิดทอง อาจจะทาด้วยรักพม่า (สีน้ำเงิน) เป็นส่วนน้อย และมีพระที่ทำขึ้นใหม่บางส่วน ใช้ปูนกังไส (ปูนเพชร) เป็นส่วนผสมด้วย เพราะเป็นพระที่สร้างในวัง จึงมีปูนที่นำเข้าจากประเทศจีนมาใช้ เพื่อเพิ่มความงดงามของเนื้อพระ

    การสร้างพระเพื่อบรรจุกรุที่วังหลวงและวังหน้า ถือเป็นงานพิธีหลวงเพื่อถวายกุศลแด่องค์กษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง (วังหลังจะมีเฉพาะสมัย ร.๑ จึงไม่แน่ใจว่าพระสมเด็จวังหลังได้สร้างจริง และสร้างเมื่อใด) ส่วนพระสมเด็จวัดระฆัง (โดยปกติ) วัดไชโย และวัดบางขุนพรหม ถือเป็นงานพิธีราษฎร์

    หลังจากนั้น จึงนำแม่พิมพ์ส่วนหนึ่งที่ยังคงสภาพดี ไปใช้พิมพ์พระกรุบางขุนพรหมในปี พ.ศ. ๒๔๑๓ แต่เนื่องจากแม่พิมพ์พระเก่าที่เก็บไว้ มีอายุการเก็บรักษาไว้นานมาก (ประมาณ 20 -40 ปี) จึงมีแม่พิมพ์บางอันแตกชำรุดขณะพิมพ์พระได้จำนวนไม่มากนัก ต้องจัดทำแม่พิมพ์พระขึ้นมาใหม่เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง เพราะจำนวนพระที่จะพิมพ์ เพื่อบรรจุในกรุมีจำนวนมากถึง 84,000 องค์ ต้องเร่งรีบสร้างให้แล้วเสร็จในเวลาที่จำกัด นอกจากนั้น ท่านยังนำพระสมเด็จวัดระฆังที่สร้างไว้จำนวนหนึ่ง (ส่วนมากเป็นพิมพ์ใหญ่จากหลาย ๆ แม่พิมพ์ รวมถึงพิมพ์เกศไชโยที่เหลือจากกรุวังหน้า) มาสมทบบรรจุในกรุ เพื่อให้ได้พระครบตามจำนวนที่ต้องการ (พระที่นำมาบรรจุกรุจากวัดระฆัง ปัจุบันจะเรียกว่าพระสองคลอง)

    การพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง วัดบางขุนพรหม และวัดไชโย นอกจากการพิจารณาพิมพ์พระที่ถูกต้องตรงกับแม่พิมพ์เป็นหลักแล้ว จะต้องพิจารณามวลสาร และสีขององค์พระที่สอดคล้องกับพิมพ์พระ อายุความเก่าแก่ของเนื้อพระ และองค์ประกอบอื่น ๆเช่น รอยตัดขอบพระ (พระสมเด็จวัดระฆังจะตัดขอบหลังจากแกะพระออกจากพิมพ์แล้ว จึงตัดจากด้านหน้าไปด้านหลังเป็นหลัก ส่วนพระสมเด็จบางขุนพรหม จะตัดขอบขณะพระยังอยู่ในแม่พิมพ์ จึงตัดจากด้านหลังไปด้านหน้า แต่จะมีบ้างที่ตัดจากด้านหน้ามาด้านหลังเป็นส่วนน้อย พิมพ์เกศไชโยจะตัดขอบจากด้านหน้า และมีการลูบขอบพระหลังการตัดให้มน) การยุบหดตัวของมวลสารและเนื้อพระ ที่ทำให้เกิดร่องรอยบนผิวพระ ความตื้นลึกของระดับพื้นผิวพระ ความหนาและน้ำหนักขององค์พระ โดยเฉพาะพระสมเด็จบางขุนพรหม จะต้องพิจารณาสภาพผิวและธรรมชาติของคราบกรุด้วย องค์ประกอบทั้งหมดจะต้องถูกต้องครบถ้วนเป็นความสมบูรณ์ของพระสมเด็จ จึงจะถือว่าเป็นพระสมเด็จที่แท้จริง

    มวลสารที่เป็นส่วนประกอบหลัก

    มวลสารที่ใช้ผสมเป็นเนื้อพระของพระสมเด็จโต ประกอบด้วย
    ผงพุทธคุณทั้ง ๕ อันได้แก่ ผงอทธิเจ มีอานุภาพในทางเมตตา มหานิยม
    ผงปัตถมัง มีอานุภาพในทางคงกระพันชาตรี
    ผงตรีนิสิงเห มีอานุภาพในทางมหาเสน่ห์
    ผงพุทธคุณ มีอานุภาพในทางแคล้วคลาด เมตตามหานิยม
    ผงมหาราช มีอานุภาพในทางมหาอำนาจ เสริมบารมี

    ผงเหล่านี้สมเด็จโตเก็บรวบรวมจากผงปูนดินสอ (ดินสอพอง) ที่ท่านเขียนอักขระ ยันต์คาถาลงบนแผ่นกระดานชนวน และได้บริกรรมท่องคาถาในขณะที่ท่านเขียนจนจบแล้ว ก็จะลบอักขระ เลขยันต์ต่างๆ แล้วเริ่มต้นเขียนใหม่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ผงปูนที่ได้จากการลบกระดานชนวน จะเก็บสะสมไว้จนมากพอ ก็จะนำมาเป็นมวลสารหลักของการสร้างพระสมเด็จ
    ไม้มงคลและว่านต่างๆ (ในบางพิมพ์) ได้แก่ ดอกสวาท ดอกกาหลง ดอกรักซ้อน ดอกกาฝากรัก ดอกชัยพฤกษ์ ดอกว่านนกคุ้ม ดอกว่านนางล้อม ดอกว่านเสน่ห์จันทน์ขาว , เสน่ห์จันทน์แดง ดอกว่านนางกวัก ว่านพระพุทธเจ้าหลวง ใบพลูร่วมใจ ใบพลูสองหาง ผงเกสรบัวทั้ง ๕ และเกษร ๑o๘
    ดินอาถรรพ์ ได้แก่ดินเจ็ดโป่ง ดินเจ็ดป่า ดินเจ็ดท่า ดินเจ็ดสระ ดินหลักเมือง ดินตะไคร่เจดีย์ ดินตะไคร่รอบโบสถ์ ดินตะไคร่ใบเสมา ดินกระแจะปรุงหอม
    เปลือกหอย นำมาเผาและตำบดเป็นผงเนื้อปูน และผงเปลือกหอยที่ไม่ผ่านการเผา
    ใบลานคัมภีร์ที่ชำรุด นำมาเผาและตำบดเป็นผง
    อาหารและข้าวสุกที่แบ่งมาจากการฉัน ท่านจะนำไปตากแห้ง แล้วนำมาตำจนเป็นเม็ดเล็กๆ กล้วยน้ำหว้าสุก กล้วยหอมจันทน์ (รวมถึงผลขนุนสุก ที่ทำให้เนื้อพระมีสีอมเหลือง) ซึ่งจะนำมาตำรวมกับมวลสารต่าง ๆ เพื่อให้เนื้อพระมีความเหนียวเกาะติดกันในขณะที่กดพิมพ์พระ
    น้ำพุทธมนต์จากแหล่งต่างๆ
    น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเคี่ยวจนเหนียว หรือน้ำมันตังอิ๊วในการสร้างพระสมเด็จยุคหลัง
    เกสรและดอกไม้บูชาตากแห้ง นำมาตำบดเป็นผง
    ผงถ่านที่ได้จากการเผาแม่พิมพ์ไม้ที่แตกชำรุด ผงถ่านก้านธูปและเถ้าธูปบูชาพระ
    ผงตะไบพระรูปหล่อต่างๆ (ทองแดง เงิน ทอง) ผงเหล็กไหล
    ผงที่ได้จากการตำบดพระดินเผา จากกรุกำแพงเพชรที่ชำรุดแตกหัก
    พระธาตุแก้ว ขนาดเม็ดเล็กและเป็นผงพระธาตุ มีทั้งเนื้อแก้วใส สีขาวขุ่น สีอำพัน สีแดงใส สีแดงเข้ม

    เนื้อพระสมเด็จ

    เนื้อพระสมเด็จ หมายถึงส่วนประกอบหลัก และสีขององค์พระ (นอกเหนือจากผงวิเศษทั้ง ๕ และผงปูนเปลือกหอยเผา ที่ต้องมีทุกองค์) จัดแบ่งได้ดังนี้
    เนื้อสีเขียวก้านมะลิ (ขาวอมเขียว) ซึ่งมีส่วนผสมของตะไคร่จากใบเสมา ผงใบลาน
    เนื้อสีขาวอมเหลือง (สีดอกจำปา) ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวสุก ผงเกสร อาจจะมีกล้วยหอมจันทน์ ขนุนเพิ่มด้วย
    เนื้อสีขาวตุ่น (ขาวอมเทา) ซึ่งมีส่วนผสมของข้าวสุก ผงเกสร ผงเถ้าใบลาน
    เนื้อสีขาวด้าน ซึ่งมีส่วนผสมของผงปูนเปลือกหอยที่ไม่เผา ทำให้เห็นเป็นจุดวาวทั่วองค์พระ
    เนื้อสีขาวนวล ซึ่งมีส่วนผสมอื่น ๆ ที่ไม่ทำให้เนื้อปูนเปลี่ยนสีไปจากเดิม (รวมถึงเนื้อพระบางขุนพรหม ที่แก่ปูนเปลือกหอย และมีมวลสารน้อย)
    เนื้อสีน้ำตาลไหม้ ผิวมะกอกสุก ซึ่งมีส่วนผสมของผงใบลานไหม้ และเกสร ๑o๘ จำนวนมาก ทำขึ้นครั้งเดียวขณะเป็นพระราชปัญญาภรณ์
    เนื้อสีน้ำตาลอ่อน มีส่วนผสมของน้ำผึ้งเพิ่ม (พิมพ์ฐานแซม)
    เนื้อผงใบลาน สีเทาดำ และสีน้ำตาลดำ ซึ่งมีขี้เถ้าใบลานทำให้เกิดสีเทา และผงใบลานที่ไหม้ทำให้เกิดสีน้ำตาล
    เนื้อสีแดงกวนอู ซึ่งมีส่วนผสมของว่านสบู่เลือดเพิ่ม ทำครั้งเดียวเพื่อแจกทหารไปปราบเงี้ยว พ.ศ. ๒๔o๒ สีชมพูแดง มีเม็ดขาวกระจายทั่วทั้งองค์
    เนื้อสีผงแป้งกระแจะเจิมหน้า ซึ่งมีส่วนผสมของเนื้อว่านต่าง ๆ และเพิ่มน้ำอ้อยเคี่ยว สีขาวอมเทา
    เนื้อผงดำ ซึ่งใช้ถ่านที่ได้จากการเผาแม่พิมพ์ไม้ที่ชำรุดตำผสมเป็นหลัก จะเห็นเม็ดขาวกระจายทั่วทั้งองค์ (พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์ฐานแซม)
    เนื้อเศษอาหาร จะใช้ข้าวสุกตำผสมกับกล้วยและน้ำอ้อยเคี่ยว ทำขึ้นสองครั้ง( หลายพิมพ์) มีสีดอกจำปา

    ขอขอบคุณ คุณอิทธิเชษฐ์ โกเศศสุขชูโชค เจ้าของภาพ
     

    • โทร 061-9269141
      LINE ID : 0619269141

      วิธีการเช่าพระและชำระเงิน
      1.
      โอนเงินทางธนาคาร ไทยพาณิชย์
      ชื่อบัญชี จิรทีปต์ กาศโอสถ 
      สาขา สามแยกไฟฉาย
      เลขบัญชี 
      036-258343-5
      ...........................................................................
      2.
      โอนเงินทางธนาคาร กสิกรไทย 
      ชื่อบัญชี จิรทีปต์ กาศโอสถ 
      สาขา แม็คโคร จรัญสนิวงศ์
      เลขบัญชี  
      010-8-66754-0
      ...........................................................................
      ฟรีค่าจัดส่ง EMS ครับ

      แล้วส่งชื่อที่อยู่ และ รหัส มาทาง 
      ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
      และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย โปรดดลบันดาลให้ท่านและเจ้าหน้าที่
      จงประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ สมบูรณ์ พูลลาภ ในสิ่งอันพึงปรารถนา ตลอดไป
      สาธุ สาธุ สาธุ